แม้ว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้จะยังไม่มีประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเปิดอะคาเดมี่ในประเทศไทย แต่ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งจุดประกายความหวังให้กับแฟนบอลชาวไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ “เรือใบสีฟ้า” ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการพัฒนาผู้เล่นเยาวชนหลายราย จนก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่และเป็นกำลังสำคัญของสโมสร
มีการพบเห็น มร. แซม เวอร์นอน ผู้บริหารจาก City Football Group (CFG) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทเจ้าของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เดินทางมายังประเทศไทยเมื่อช่วงปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยมีการจัดประชุมกับตัวแทนจากภาครัฐและเอกชนหลายราย แม้รายละเอียดของการประชุมจะไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะทั้งหมด แต่แหล่งข่าววงในระบุว่า มีการหารือถึงความเป็นไปได้ในการลงทุนด้านฟุตบอลระดับเยาวชนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งแน่นอนว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สำคัญอันดับต้นๆ
ความสำเร็จของศูนย์ฝึกเยาวชนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ที่อังกฤษเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงวิสัยทัศน์ของสโมสรในการปั้นดาวรุ่ง โดยมี ฟิล โฟเดน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เขาเติบโตมาจากระบบเยาวชนของสโมสร และก้าวขึ้นมาเป็นนักเตะระดับโลกในปัจจุบัน ซึ่งตอกย้ำปรัชญาของสโมสรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เล่นตั้งแต่อายุยังน้อย หากโปรเจกต์อะคาเดมี่ในไทยเป็นจริงขึ้นมา การนำโมเดลและหลักสูตรการฝึกซ้อมระดับโลกมาประยุกต์ใช้ จะเป็นโอกาสทองของเยาวชนไทยอย่างแท้จริง
แน่นอนว่าคำถามที่ค้างคาใจแฟนบอลหลายคนคือ “เราจะสมัครเข้าทีมเยาวชนแมนซิตี้ยังไง?” ซึ่งหากมองจากโมเดลของอะคาเดมี่ชั้นนำทั่วโลก การคัดเลือกนักเตะมักจะเริ่มต้นจากการเปิดคัดตัวแบบโอเพ่น หรือการส่งแมวมองเข้าไปสังเกตการณ์ตามการแข่งขันฟุตบอลเยาวชนต่างๆ ในประเทศ ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย ทักษะ และทัศนคติ เพื่อให้พร้อมสำหรับโอกาสที่อาจจะมาถึงในอนาคตอันใกล้
การที่สโมสรระดับโลกอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ให้ความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนด้านฟุตบอลเยาวชนในประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจ แต่ยังหมายถึงการยกระดับมาตรฐานฟุตบอลไทยในระยะยาวด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ และผู้ปกครอง รวมถึงสร้างโอกาสให้นักเตะเยาวชนไทยได้สัมผัสกับการฝึกสอนและระบบการจัดการแบบมืออาชีพอย่างแท้จริง ซึ่งอาจเป็นบันไดสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต
ดังนั้น แฟนบอลชาวไทยคงต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่แห่งการพัฒนาฟุตบอลเยาวชนไทย ที่จะนำไปสู่การสร้าง “ฟิล โฟเดน” ของเมืองไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็เป็นได้ หากอะคาเดมี่แห่งนี้เกิดขึ้นจริง ก็คงจะเป็นข่าวดีที่จุดประกายความฝันให้กับเด็กไทยจำนวนมาก ได้เดินตามรอยความสำเร็จของนักฟุตบอลระดับโลก
